pitsuda's profileSushi in Real WorldPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 02

    My Only Wish This Year

    "My Only Wish This Year"
     
    Last night I took a walk in the snow.
    Couples holding hands, places to go
    Seems like everyone but me is in love.

    Santa can you hear me
    I signed my letter that I sealed with a kiss
    I sent it off
    It just said this
    I know exactly what I want this year.
    Santa can you hear me.
    I want my baby (baby, yeah)
    I want someone to love me someone to hold me.
    Maybe (maybe, maybe maybe.) he'll be all my own in a big red bow

    Santa can you hear me?
    I have been so good this year and all I want is one thing
    Tell me my true love is near
    He's all I want, just for me underneath my christmas tree
    I'll be waiting here.
    Santa thats my only wish this year.
    oohhh ohh yeah
    Christmas Eve I just can't sleep
    Would I be wrong for taking a peek?
    Cause I heard that your coming to town

    Santa can you hear me? (yea yeah)
    Really hope that your on your way
    With something special for me in your sleigh
    Ohh please make my wish come true
    Santa can you hear me
    I want my baby (baby)
    I want someone to love me someone to hold me
    Maybe (maybe maybe) we'll be all the love under the mistletoe

    Santa can you hear me
    I have been so good this year
    And all I want is one thing
    Tell me my true love is near
    He's all I want just for me
    Underneath my christmas tree
    I'll be waiting here santa thats my only wish this year
    I hope my letter reaches you in time
    Bring me love can call all mine
    (yeah yeah) cause I have been so good this year.

    Can't be alone under the mistletoe
    He's all want and a big red bow
    Santa can you hear me (hear me?)
    I have been so good this year
    And all i want is one thing
    Tell me my true love is near
    He's all I want. just for me
    Underneath my christmas tree
    I'll be waiting here (ohh yeah) santa thats my only wish this year
    Oh santa can u hear me? oh santa
    Well hes all I want just for me underneath my Christmas tree
    Oh I'll be waiting here
    Santa thats my only wish this year.

    November 30

    เปรียบรักเหมือนกับฟัน

    เปรียบรักเหมือนกับฟัน
      >ถ้ารัก คือ...ฟัน
      >รักคงมั่น คือ...ฟันแท้
      >รักร่อแร่ คือ...ฟันโยก
      >รักโสโครก คือ...ฟันดำ
      >รักถลำ คือ...ฟันเหยิน
      >รักหมางเมิน คือ...ฟันห่าง
      >รักร้าง คือ...ฟันหลอ
      >รักหงิกงอ คือ...ฟันกุด
      >รักบริสุทธิ์ คือ...ฟันขาว
      >รักชั่วคราว คือ...ฟันปลอม
      >รักอ่อนซ้อม คือ...ฟันร่วง
      >รักสีม่วง คือ...ฟันเก*
      >รักจำเจ คือ...ฟันซ้อน
      >รักสลอน คือ...ฟันแทรก
      >รักแรก คือ...ฟันน้ำนม
      >รักระบม คือ...ฟันผุ
      >รักคิกขุ คือ...ฟันกระต่าย
      >รักสลาย คือ...ฟันหลุด
      >รักชำรุด คือ...ฟันสึก
      >รักเจ็บลึก คือ...ฟันคุด
      >
      >รักตุ๊ด คือ...ฟันหนุ่ม
      >รักทั้งกลุ่ม คือ...ฟันหมด
      >รักสลด คือ...ฟันพลาด
      >รักต่างชาติ คือ...ฟันฝรั่ง
      >รักปิดบัง คือ...ฟันชู้
      >รักอุดอู้ คือ...ฟันช้า
      >รักกะฮา คือ...ฟันเล่น
      >รักไม่เป็น คือ...ฟันดะ
      >รักเธออยู่เสมอ จริงๆนะ...ฟันธง
    October 28

    เราไม่ได้-ไม่รักกัน (ซะหน่อย)

    บางที.. อาจไม่จำเป็น..เสมอไป
    >ที่ความรัก..จะต้องจบลง
    >ด้วยการ..ได้เป็น..คนรัก
    >
    >*
    >*
    >*
    >
    >บนเตียงเล็กๆ.. ในบ้านอบอุ่น..หลังหนึ่ง
    >แดดยามเย็น..ทอบางบาง..ผ่านหน้าต่าง
    >
    >หญิงชรา..อายุราวๆ 70 ปี
    >นอนซม..อยู่บนเตียง
    >
    >เธอรู้ว่า...นี่เป็นช่วงเวลาสุดท้าย..ในชีวิตของเธอแล้ว..
    >แต่จะเป็นอะไรไปล่ะ ..เธอพอใจ
    >กับชีวิตทั้งหมด..ที่เธอได้ผ่านมา
    >
    >เธอ..ได้แต่งงาน ..มีครอบครัว..ที่อบอุ่น
    >แม้จะไม่มีลูก..ก็ตาม
    >
    >มีเพื่อนที่ดี..ผ่านชีวิตการงานที่ดี
    >ถึงแม้วันนี้..สามีของเธอจะตายไป..ร่วม 10 ปีึ
    >
    >แต่..ในวันสุดท้าย..ของชีวิต
    >เพื่อน-ที่เธอรักที่สุด..
    >ก็มานั่งเคียงข้างเธอ..อยู่ตรงนี้
    >มาส่งเธอ..เหมือนทุกครั้ง..ทุกคราว
    >
    >*
    >
    >
    >
    >
    >
    >“หมอบอกว่า..ฉันคงอยู่ได้ไม่เกินพรุ่งนี้เช้าหรอก”
    >เธอ..เอ่ยบอกกับเขาู่ ...
    >เพื่อนชรา..ที่รู้จักกับเธอมา..แต่ครั้งยังเด็ก
    >
    >“ฉันรู้”
    >ชายชรา..พยักหน้ารับ
    >
    >“เธอมาส่งฉัน..เหมือนทุกทีสินะ”
    >หญิงชรา..มองหน้าชายชรา
    >
    >“ใช่..ก็ฉันส่งเธอ..มาตลอดทั้งชีวิตนี่นาั..
    >ขาดไปอย่าง..คงไม่ครบ”
    >ชายชราตอบ..ด้วยรอยยิ้มบางๆ
    >
    >
    >“ตอนเด็กๆ..บ้านเรา..อยู่ทางเดียวกัน..
    >เรากลับบ้านด้วยกันทุกเย็น..
    >บ้านฉัน..อยู่เลยบ้านเธอไปมาก..”
    >เธอ..รำลึกความหลัง
    >
    >“แต่ฉัน..ก็ไปส่งเธอทุกวัน”
    >ชายชราบอก
    >
    >
    >“ใช่..เธอทำอยู่อย่างนั้น..ตลอดชั้นประถม..
    >และมัธยม..ที่เราเรียนด้วยกัน..
    >จนเพื่อนๆล้อว่า..เราเป็นแฟนกัน”
    >หญิงชราพูดขึ้น
    >
    >“สุดท้าย..ก็ต้องเลิกล้อกันไป”
    >เพื่อนชราของเธอ..ต่อคำ
    >
    >“ตั้งแต่..เธอคบกับแฟนคนแรกของเธอ..นั่นแหละ”
    >เธอเย้ายิ้มๆ
    >
    >“แต่ฉันก็ไปส่งเธอทุกวัน..อยู่อย่างเดิม...< BR>>จนต้องเลิกกับแฟน..ไม่ใช่รึ”
    >ชายชรา..ทวนความหลัง
    >
    >
    >เธอจำได้ว่า..เธอบอกเขาอยู่บ่อยๆว่า..
    >ไม่ต้องเดินมาส่งเธอแล้ว..เดี๋ยวแฟนเขาจะโกรธเอา..
    >แต่เขาก็ยังดึงดัน..ที่จะมาส่งเธอ
    >
    >“โกรธก็โกรธไป..ฉันรู้จักเธอมาก่อนตั้งนาน..
    >ยังไงเธอ..ก็ต้องมาก่อน”
    >
    >
    >
    >
    >
    >*
    >
    >
    >นั่น..เป็นคำพูดที่เธอจำได้ไม่ลืม..
    >แม้ว่า..มันจะผ่านมาเกือบ 60 ปีแล้ว..ก็ตาม..
    >
    >
    >เธอยังจำ..วันที่เขาต้องขึ้นรถไฟ..
    >เพื่อไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้
    >
    >วันนั้น..เธอไปส่งเขาที่สถานี ..ร้องไห้จะเป็นจะตาย..
    >เขาวุ่นกับการปลอบเธอ..จนไม่เป็น อันได้ร่ำลาพ่อแม่
    >
    >พอเธอสงบลง..และขอตัวเข้าไปล้างหน้าล้างตา..ในห้องน้ำื่..
    >พ่อแม่ของเขา..ไปเช็ค เที่ยวรถไฟ...
    >
    >
    >พอเธอกลับมา..ก็พบเขานั่งร้องไห้คนเดียว..กับกองกระเป๋า...
    >เงยหน้าขึ้นบอกกับเธอ..ทั้งน้ำตา
    >
    >“กลับบ้านเอง..เดินดีๆ นะ”
    >
    >…และนั่น..ทำให้เธอต้องเสียน้ำตา..อีกรอบ
    >
    >*
    >
    >เธอจำได้ว่า..วันที่เขาปิดภาคเรียน..และกลับมาบ้าน
    >..เธอแนะนำเขา..ให้รู้จักกับแฟนหนุ่มของเธอ
    >
    >ตอนแรก..ทั้งสอง..เหมือนจะเข้ากันได้ดี
    >..แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน..
    >มีคนมาบอกว่า..แฟนเธอกับเพื่อนเธอ..
    >ต่อยกัน
    >
    >“มัน..นอกใจเธอ”
    >เขาบอกเรียบๆ..
    >
    >แต่..เธอไม่เชื่อ
    >
    >
    >วันนั้น..เธอเชื่อแฟนมากกว่า
    >..ว่าเขาอิจฉาแฟนเธอ..จึงหาเรื่องชกต่อย
    >..เธอว่าเขา..ไปหลายคำ
    >
    >อาทิตย์นึงให้หลัง..เธอจึงรู้ว่า..เขาเป็นคนถูก
    >..เมื่อเธอไปหาเขาที่บ้าน..ก็เจอแต่..พ่อของเขา
    >
    >“มันกลับไป..แต่อาทิตย์ก่อนแล้ว
    >..เห็นว่ามีธุระด่วน..ไม่รู้อะไร”
    >
    >
    >
    >
    >
    >*
    >
    >
    >เธอส่งจดหมายไปขอโทษ
    >..เขาบอกไม่เป็นไร..เขาไม่เคยโกรธเธอ..แค่น้อยใจเล็กๆ
    >..ในจดหมายลงท้าย..ด้วยคำ-คำเก่า
    >
    >"กลับบ้านเอง..เดินดีๆนะ"
    >
    >เธอรู้ว่า..ในคำที่เหมือนสั้นๆนั้น
    >..เขาพูดอะไรออกมา..มากมายขนาดไหน..
    >
    >เธอจำได้..ถึงวันที่เธอ..บอกเขาว่า..
    >เธอจะแต่งงาน..
    >
    >เขา..มองหน้าเธอ..
    >เธออ่านไม่ออกว่า..มันเป็นความรู้สึกอะไร
    >..ดีใจ?
    >..เสียใจ?
    >และเมื่อเธอถามเขาตรงๆ ..เขาก็ตอบว่า..
    >
    >“..เราใจหาย..”
    >
    >
    >
    >
    >
    >*
    >
    >
    >แต่ก่อนหน้านั้น..
    >ก็เขานี่แหละ..ที่เป็นคนช่วยเธอเลือก..
    >ช่วยเธอดูว่า..ผู้ชายคนนี้นิสัยดี..
    >และรักเธอจริง
    >
    >“เรา-ผู้ชายด้วยกัน..เราดูออก”
    >
    >ซี่งเขา..ก็ดูไม่ผิด ..สามีของเธอดี..เหมือนอย่างที่เขาบอก ..
    >
    >วันแต่งงาน..เธอบอกเขาว่า..
    >
    >“ความเป็นเพื่อนของเรา..ยังเหมือนเดิมนะ..ไม่ต้องห่วง”
    >
    >เขามองเธอนิ่งๆ..พยักหน้าน้อยๆ.. ไม่ตอบคำเธอ
    >
    >ถึงเวลารดน้ำสังข์ ..เขาอวยพรเธอมากมาย
    >..แต่พูดกับสามีเธอ..เพียงสั้นๆ ว่า..
    >
    >“ฝากด้วยนะ..”
    >
    >
    >
    >
    >
    >*
    >
    >
    >เขาแต่งงาน..มีครอบครัวของเขา
    >เธอ..ก็มีครอบครัว..ของเธอ
    >
    >มีบางช่วงของชีวิต..ที่ห่างกันไป
    >แต่ก็ไม่เคย..ลืมกัน
    >
    >เธอ..ส่งการ์ดอวยพรวันเกิดให้เขา..ทุกๆปี
    >ตอนนี้..เขาน่าจะเก็บมันไว้ได้ 59 ใบแล้วล่ะ
    >เพราะเธอนับของเธอแล้ว..มันได้ 58 ใบ
    >น้อยกว่า..อยู่ใบนึง..
    >เพราะเธอ..เกิดทีหลังเขา 5 เดือน..
    >
    >บางที ..เธอรู้สึกสนิทกับเขา..มากกว่า..คนรักของเธอเสียอีก
    >
    >
    >หลายเรื่อง..ที่เขารับรู้..แต่คนรักของเธอ..ไม่แม้แต่ระแคะระคาย..
    >
    >และก็เช่นกัน..หลายความลับ..ที่เขาระบาย..
    >ที่เขาฝากไว้ที่เธอ..เธอก็รับ..และเก็บงำมันไว้..
    >ด้วยความเต็มใจ..
    >
    >*
    >*
    >
    >“คิดอะไรอยู่?”
    >เขาเอ่ยขึ้นมา..ทำลายความเงียบ
    >
    >“เรา..กำลังนึกแปลกใจ”
    >เธอเอ่ย..ด้วยท่าทีครุ่นคิด
    >
    >“ทำไม..เราถึงไม่ได้เป็น..คนรักกัน?”
    >
    >เขานิ่งไป..เหมือนกำลังคิดเช่นกัน
    >
    >”เราสนิทกันมาก..มั้ง”
    >เขาว่าิ
    >
    >“นั่น..ไม่น่าใช่เหตุผลนี่”
    >เธอว่า
    >
    >“เธอ..ถามยากไปนะ”
    >เขาตอบ..หลังจากนิ่งคิดอีก..อยู่ครู่ใหญ่
    >
    >“ไม่ยากหรอก.. ลองคิดเล่นๆ สิว่า..ทำไมเราถึงไม่รักกันนะ?”
    >
    >แววตาเธอ..มีแววขี้เล่นซุกซน ..เหมือนเด็กหญิง..ครั้งกระโน้น
    >
    >“อืมม..อันนี้..ค่อยง่ายขึ้นมาหน่อย”
    >เขาพูดขึ้น
    >
    >เธอมองหน้าเขา.. แปลกใจเธอว่า..เธอไม่ได้เปลี่ยนคำถาม..นี่นะ..
    >
    >“ฉันไม่รู้หรอกว่า..ทำไม-เราถึงไม่ได้เป็น..คนรักกัน”
    >เขามองหน้าเธอ..ด้วยสายตาอ่อนโยน
    >
    >“แต่..ถ้าเธอถามว่า..ทำไม-เราถึงไม่รักกันน่ะ”
    >เขาเว้นช่วง
    >“ฉันก็จะตอบว่า -- ฉันว่า..เราไม่ได้-ไม่รักกัน..ซะหน่อย”
    >
    >เธอหลับตาลง..
    >คำถามที่ถูกซ่อนไว้..หลายสิบปี..กลับตอบออกมาง่ายๆ..อย่างนี้เอง
    >
    >“นั่นสินะ ..เราไม่ได้-ไม่รักกัน..ซะหน่อย”
    >เธอตอบ..ทั้งๆที่หลับตา
    >
    >ตอนนี้..เธอพร้อมที่จะจากโลกใบนี้ไป..อย่างมีความสุขแล้ว
    >
    >
    >ในความรู้สึก..ที่เริ่มพร่าและเลือน...
    >เธอสัมผัสได้ถึงมือของเขา..ที่เอื้อมมากุมมือเธอไว้
    >
    >“กลับบ้านเอง..เดินดีๆนะ..”
    >
    >และนั่น..
    >คือ..คำสุดท้าย..ที่เธอได้ยิน…

    October 19

    Lost in Translation

     
    i 've just understand the meaning in " lost in translation". sometimes even everything around you seems o.k. but you still feel lonely inside.
     
    like in the movie, one's desire is different. through you seems get things you want, you have more opportunity than others have. however, there're some wried emotions and you have no idea what it is but you only know it exists!
     
    anyway, i have only word to encourage myself ...that is " then it will pass"... i hope that i won't stay with " the lost in translation" - feeling too long time.... 
     
    life is too short so let's have fun with it!!
     
    buddha bless me, plssss
     
     
    June 15

    จุดสีดำ

    มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง คุณครูเดินเข้ามา
    แล้วชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง
    มันเป็นกระดาษขาวที่มีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง
    แล้วครูจึงถามนักเรียนว่า เธอเห็นอะไร
    นักเรียนจึงตอบว่าเห็นจุดสีดำ
    คุณครูพูดว่า แล้วเธอไม่เห็นกระดาษขาวแผ่นนี้เหรอ?
    นักเรียนจำเรื่องนี้ได้จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เลย


    เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า
    คนส่วนมากมักจะมองเห็นสิ่งไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดี
    ซึ่งที่จริงแล้ว เราควรจะหัดให้เห็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งที่ไม่ดี
    โดยเฉพาะเวลาที่เรามองคนอื่น หากเรามองข้อดีของเขา
    เราจะรู้สึกสบายใจ และบรรยากาศรอบข้างก็จะดีด้วย

    June 13

    10 สุดยอดคำสาปของโลก

    อันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond)
    เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก) เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป! และก็จริงตามคําสาปครับ นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ พระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮนรีย์ ฟิลิป โฮป (เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ ล้วนประสบกับอัปมงคลจนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระกูลของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน ในที่สุด ทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทนครับ


    อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา, โปรตุเกส
    วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คนครับ เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย!
    ตํานานวัดระบุว่า ครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง ในระหว่างทําสมาธิครับ ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง


    อันดับที่ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์
    ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป-หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบทแม็คเบ็ธ
    ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์ ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที
    และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947 นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา


    อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์,
    สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุรสัตว์ กล่าวกันว่าเขา ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้ เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว
    ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอด เขาแห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า “ปล่องไฟปีศาจ” และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วย “ปล่องไฟปีศาจ” ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลยครับ ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!


    อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์,
    สหรัฐฯ แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการ จัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์ ทั้งนี้ ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ครับ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ (ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร)
    ไม่เชื่อก็เดินทางร่วมทัวร์ไปพิสูจน์ได้


    อันดับ 5 คําสาป ตุตันคาเมน,
    ตุตันคาเมน เป็นฟาโรห์หนุ่มที่ถูกกล่าวถึงกันมากในเรื่องอาถรรพ์จากคำสาปที่นักบวชแดนไอย์คุปต์บรรจงสลักไว้ในสุสานของพระองค์ ข้อความคลังเปี่ยมด้วยอาถรรพ์ที่ว่า "มรณะจักโบยบินมาสังหารสู่ผู้บังอาจรังควานสันติสุขแห่งพระองค์ฟาโรห์" ทำให้มีการตายอย่างน่าพิศวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า เชื่อกันว่า ความตายเหล่านั้นเกิดขึ้นเพราะฤทธิ์คำสาป

    นับแต่สุสานถูกเปิดเมื่อปี 1922 ผู้ร่วมพิธีเปิดเสียชีวิตไป 22 คน และเล่ากันว่า นับจากนั้นมาแม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร หากครั้งใดที่ฟาโรห์ตุตันคาเมนถูกรบกวนก็ย่อมจะมีผู้ที่สังเวยต่อคำสาปอันลี้ลับนี้เสมอมา รวมถึงลอร์ดคาร์นาร์วอน เจ้าของทุนในการขุดค้นสุสานก็เสียชีวิตลงหลังจากถูก “ยุงกัด”

    "ตุตันคาเมน" เป็นฟาโรห์องค์ที่ 12 ในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ทรงขึ้นครองราชย์ด้วยพระชนม์เพียง 10 พรรษา ทรงเป็นกษัตริย์อียิปต์โบราณในช่วงปี 1334 - 1323 ก่อนคริสตกาล ภายหลังขึ้นครองราชย์ได้เปลี่ยนพระนามเป็น “ตุตันคามุน”

    พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนม์เพียงแค่ 18 พรรษาโดยไม่ทราบสาเหตุแต่เชื่อกันว่าฟาโรห์หนุ่มองค์นี้ถูกลอบปลงพระชนม์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีข่าวออกมาแย้งว่าจากการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่พบว่าพระองค์น่าจะสิ้นพระชนม์จากบาดแผลที่ติดเชื้อมากกว่าถูกลอบปลงพระชนม์

    ด้วยระยะเวลาอันสั้นในการครองราชย์ทำให้ทรงไม่มีภารกิจใดมากนัก นอกจากนั้นหลังสิ้นพระชนม์ทรงถูกกษัตริย์องค์ต่อมาลบทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งพระนามของตุตันคาเมนออกจากรายนามพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ทำให้ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดรู้จักพระนามของพระองค์เลย

    จนกระทั่งในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1922 โฮเวิร์ด คาร์เตอร์ และลอร์ด คาร์นาวอน ชาวอังกฤษค้นพบสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก พวกเขาเป็นสองคนแรกที่เข้าไปในสุสานของตุตันคาเมนในรอบ 3,000 ปี ในห้องที่พวกเขาพบเต็มไปด้วยทองคำและของมีค่ามากมาย ซึ่งเจ้าของของสิ่งมีค่าเหล่านี้คือฟาโรห์หนุ่มที่มีพระนามว่า "ตุตันคาเมน" นั่นเอง

    เนื่องจากพระศพและสุสานที่สร้างขึ้นไม่ได้สลักชื่อว่าเป็นของกษัตริย์ เลยรอดพ้นเงื้อมมือโจรที่คอยปล้นและทำลายสุสานไปได้ จึงทำให้ทุกอย่างยังคงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด แต่กระนั้น พระองค์ก็ยังทรงไม่วายถูกรบกวนหลังจากโลงพระศพถูกเปิด อาถรรพ์ของคำสาปจึงเป็นเกราะอย่างหนึ่งที่จะทำให้ฟาโรห์ตุตันคาเมนทรงได้พักผ่อนอย่างสงบตลอดกาล 



    อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาท ลอนดอน (Tower of London)
    ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูก ใช้เป็นที่คุมขังและ ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่ง อังกฤษ!
    เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วยนะครับ ไม่ใช่ เรื่องเลื่อนลอยแต่ อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็น เรื่องจริงจังอ ย่างเคร่งครัด เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่ มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน


    อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ
    ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์ ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น
    นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100 แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมันครับ


    อันดับ 2 คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
    นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813 ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์ แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ลิน-คอล์น (1860) การ์ฟิลด์ (1880) แม็คคินลีย์ (1900) ฮาร์ดิ้ง (1920) รูสเวลท์ (1940) เคนเนดี้ (1960) เพิ่งมีรอดรายเดียวคือ ปธน. เรแกน (1980) แต่ท่านก็ถูกมือปืนชื่อ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ยิงบาดเจ็บสาหัสในปี 1981 นัยว่าปืนที่ใช้นั้นไร้ประสิทธิภาพ ท่านจึงรอดพ้น อาถรรพณ์มาได้อย่างหวุดหวิด


    อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden)
    นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลยครับ โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม-มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่ไอ้งูตัวแสบซิครับ มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องซิครับ
    โดยไอ้งูจอมแสบ โดนสาปให้ไปไหนมาไหน ด้วยการ ใช้ท้องไถไป อีฟโดนสาปให้คลอดลูก ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ส่วนอาดัมต้องทํางานหา เลี้ยงท้องอย่าง เหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิต ซึ่งคําสาปมหากาฬนี้ก็ตกทอดมาถึงพวกเราทุกคนกระทั่งทุกวันนี้

    June 09

    บางสิ่ง

    วันนี้กับเมื่อวาน ไม่เหมือนกัน

    วันนี้ไปว่ายน้ำมา ตั้งใจจะไดเอท(อีกแล้ว)

    หวังว่าคงสำเร็จ(สักที)

     

    ยังจำได้ เมื่อประมาณช่วงนี้ของปีที่แล้ว

    ไปว่ายน้ำทุกวันๆ

    แล้วในใจก็ขอ ขอ ขอสิ่งหนึ่ง

    แล้วในที่สุดก็ได้มันมา

     

    แต่วันนี้ ไปว่ายน้ำมาเหมือนกัน

    ยังจำความรู้สึกนั้นได้

    ที่ ขอ ขอ ขอ ขอ ให้ได้สิ่งนั้น

    แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน

    เพราะว่า วันนี้เราไม่ต้องการสิ่งนั้นแล้ว

     

    แต่มีสิ่งใหม่ ที่อยากจะได้

    จึงต้องว่ายๆๆๆๆน้ำ

    แล้วก็ ขอ ขอ ขอ ขอ

    เพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการ

     

    ขอให้เรายังคงว่ายๆๆๆ ต่อไป

    แล้วสิ่งที่เราต้องการ...

    ก็คงได้...สักวัน